side_picture.jpg width_224
  หน้าแรก = HOME
  สมุดเยี่ยมชม=Guest Book
  เกี่ยวกับเรา = About Us
   ติดต่อเรา = Contact Us
 ความรู้เกี่ยวกับดุลยภาพบำบัด
การตรวจวินิจฉัยและรักษาด้วยดุลยภาพบำบัด (6019)
โรคที่รักษาได้ด้วยดุลยภาพบำบัด (7418)
ดุลยภาพบำบัดคืออะไร - หลักการและทฤษฎี (8998)
 ท่ากายบริหารเพื่อความสมดุล
กายบริหารเพื่อดุลยภาพ (14407)
 ตัวอย่างโรค/ผู้ป่วย
ปวดเข่าหายได้ในพริบตา!! (4793)
ปวดเข่า ข้อเข่าเสื่อม (8003)
 About Equilibropathy
Systemic Lupus Erythematosus (S.L.E.) (3178)
Equilibropathy Exercises (3816)
What is Equilibropathy? (4029)

บทความใหม่

"ปวดศีรษะบนเครื่องบิน"

ปวดศีรษะบนเครื่องบิน

เช้าวันอังคารที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๘ วันทำงานวันแรกของปี ผมนั่งเครื่องบินจากแม่สอดมาถึงสนามบินดอนเมือง ด้วยบรรยากาศการเดินทางที่สบาย อากาศแจ่มใส เครื่องบินบินเรียบตลอดทาง และลงจอดอย่างนิ่มนวล

ขณะเดินออกจากประตูเครื่องได้ยินเสียงแอร์โฮสเตสคนหนึ่งบอกเพื่อนให้ดูแลผู้โดยสารไปก่อน ส่วนตัวเธอจะต้องดูแลผู้โดยสารป่วยคนหนึ่ง   “เขาบอกว่าเขาไปไม่ไหว” เสียงเธอร้องบอกเพื่อน ผมไม่ได้ใส่ใจมากนักเพราะคิดว่าคงเป็นผู้ป่วยที่เดินทางมากับเครื่องบินเพื่อรับการรักษาในกรุงเทพฯดังที่ได้พบเห็นบ่อยๆ

ผมเดินตามผู้โดยสารอื่นๆ ไปขึ้นรถที่จอดรอ แต่เมื่อกำลังนั่งลงบนรถก็มีแอร์โฮสเตสคนหนึ่งวิ่งขึ้นมาอย่างรีบร้อนพร้อมกับพูดดังๆว่า “มีใครเป็นหมอไหมคะ มีผู้โดยสารป่วย อยากจะขอความกรุณาให้ช่วยดูค่ะ มีใครเป็นหมอไหมคะ”    ผมลังเลอยู่ชั่วเสี้ยววินาทีก็แสดงตัวว่าเป็นหมอ เธอเชิญให้ขึ้นไปบนเครื่อง พร้อมกับบอกว่ามีผู้โดยสารคนหนึ่งกำลังปวดหัวมาก

ผมตามคุณโฮสเตสคนสวยท่าทางคล่องแคล่วผสมแววตื่นเต้นคนนั้นกลับขึ้นไปบนเครื่อง เธอนำผมไปยังที่นั่งค่อนไปทางท้ายเครื่อง ที่นั่งติดริมหน้าต่างทางซ้าย มีชายหนุ่มหน้าตาคมเข้มอายุประมาณ ๒๖-๒๗ ปี มีเคราสีดำสนิทกระจุกที่ปลายคาง เอามือกุมหน้าผาก ตัวเอนเอียงและบิดตัวไปมา คุณโฮสเตสบอกเขาว่า “คุณหมอมาดูแล้วค่ะ”

ขณะกำลังลังเลว่าจะทักถามเขาด้วยภาษาไทยหรืออังกฤษดี เขาก็เงยหน้าพร้อมกล่าวขึ้นก่อนว่า “สวัสดีครับ” ทั้งๆที่มือทั้งสองข้างยังกุมหน้าผากและหน้านิ่วแสดงอาการเจ็บปวดอย่างมาก ชี้ให้ดูบริเวณหน้าผากตรงกลางระหว่างคิ้วพร้อมกับบอกว่า “ปวดตรงนี้ครับ” แล้วก็ก้มหน้าและกุมบีบนวดหน้าผากบิดตัวไปมาต่อไป

แวบแรกในความคิดก็คือ “เขาต้องปวดไซนัสแน่ๆ” เพราะ บริเวณหน้าผากระหว่างคิ้วและเหนือหัวคิ้วทั้งสองข้าง มีโพรงกระดูกที่เรียกว่าไซนัสหน้า (Frontal Sinus) อยู่ โพรงกระดูกดังกล่าวนี้มีผิวและเยื่อเมือกบุอยู่เช่นเดียวกับส่วนลึกๆในรูจมูก และมีรูเปิดเชื่อมต่อกับรูจมูกและบรรยากาศภายนอก  

เมื่อเครื่องบินเปลี่ยนระดับ ความหนาแน่นของอากาศในห้องโดยสารจะเปลี่ยนไป ทำให้เกิดการไหลเวียนของอากาศในโพรงไซนัสดังกล่าวผ่านรูที่เชื่อมต่อกับรูจมูกตรงระหว่างหัวคิ้ว หากรูนั้นเกิดอุดตัน อากาศผ่านเข้าออกไม่ได้ก็จะเกิดแรงดันให้เกิดความเจ็บปวดขึ้น ซึ่งผมจะได้อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมในตอนท้าย

ผมจึงบอกเขาว่า “ไม่เป็นไรมากหรอก คุณปวดไซนัสน่ะ เดี๋ยวหมอดูให้นะครับ” พร้อมกับที่เดินเข้าไปอยู่ด้านหลังที่นั่งของเขา บอกให้เขายืดคัวให้ตรงและเอนพิงพนักให้สบาย มือทั้งสองข้างของผมประคองท้ายทอยเขาให้พิงกับพนักพร้อมกับนิ้วมือเลื่อนเข้าตรวจจุดยุทธศาสตร์ คือตรงรอยต่อระหว่างฐานกะโหลกศีรษะกับกระดูกคอปล้องแรก ด้านหลังทั้งสองข้าง

เขารีบบอกว่า “ผมไม่เคยเป็นไซนัสครับ” แถมข้อมูลที่ละเอียดยิ่งขึ้นพร้อมคำถามขณะที่การแสดงอาการปวดก็ยังไม่ผ่อนคลาย ว่า “ผมไม่เคยปวดแบบนี้เลย ครับ เกี่ยวกับที่ผมมองข้างล่างตลอดหรือเปล่าครับ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผมมองดูข้างล่างตลอด แต่ก่อนไม่เคยดูและไม่เคยปวดด้วย จะเกี่ยวกันไหมครับ”

ผมคิดแว๊บเดียวก็บอกเขาไปว่า “เกี่ยวครับ แล้วก็เป็นการปวดไซนัส เพราะตรงที่ผมกดนี่” (เขาแสดงสีหน้า เจ็บอีกแบบหนึ่ง เพิ่มเติมจากอาการปวดที่มีอยู่เมื่อผมกด) “มันตึงและคุณก็เจ็บมากด้วยใช่ไหมล่ะ” เขาบอกว่า “เจ็บครับ” ผมพบด้วยว่า “เส้น” ตรงนั้นตึงมากและข้างซ้ายตึงมากกว่าขวามาก

ผมกดนวดต่อไปขณะที่เขาแสดงสีหน้าเจ็บปวดจากการกด พร้อมกับบอกเขาต่อไปว่า “ที่มันเจ็บก็เพราะมันตึงมากผิดปกติ แล้วมันก็ไปทำให้สัญญาณเปิดรูไซนัสของคุณปิดจนอากาศผ่านเข้าออกไม่ได้ ทำให้ปวด ไม่เกี่ยวกับที่ว่าคุณเคยเป็นไซนัสมาก่อนหรือไม่ แต่เกี่ยวกับการที่คุณเอี้ยวคอมองข้างล่างนานๆ ทำให้กล้ามเนื้อตรงนี้ตึง” ผมพูดพร้อมกับนิ้วมือกดไปด้านซ้ายและใช้เทคนิคในการคลาย เขาแสดงอาการเจ็บที่ผมกดอีกแวบหนึ่งก็มีสีหน้าดีขึ้นพร้อมกับบอกว่า “ดีขึ้นแล้วครับ” พร้อมกับที่ปลายนิ้วของผมพบว่าเส้นที่ตึงอยู่นั้นคลายไปแล้วมากกว่าครึ่ง

เหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ ใช้เวลาไปราวๆ ๕-๑๐ นาที ระหว่างนั้นคุณโฮสเตสคนสวยกับคุณสจ๊วตหนุ่มหล่ออีกคนหนึ่งเฝ้าดูคอยให้ความช่วยเหลืออยู่ด้วย เธอถามว่า “ต้องการอะไรเป็นพิเศษไหม จะให้แจ้งแพทย์ประจำสนามบินไหม ฯลฯ” ซึ่งคำตอบของผม ก็คือ “ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องครับ” สลับไปกับการพูดคุยกับผู้โดยสารที่ป่วย ส่วนมือก็ทำหน้าที่ไปเรื่อยๆ ไม่ได้หยุด

เมื่อเห็นผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น คุณโฮสเตสกับคุณสจ๊วตก็มีคำถามใหม่ตามมาว่า “ถ้ามีผู้โดยสารเป็นอย่างนี้อีก จะใช้วิธีนี้ช่วยได้ไหม”

คำตอบของผมก็คือ “ได้ครับ แต่ต้องเรียนรู้วิธีนวดก่อน และต้องไม่ไว้เล็บด้วย” เธอมองที่เล็บสวยของเธอแวบหนึ่งก่อนจะพึมพำออกมาว่า “คงต้องไปเรียนนวด”

ผมอยากจะเพิ่มเติมไว้ตรงนี้ว่า “ความรู้ความชำนาญในการนวด คือการที่สามารถจับต้องแล้วรู้ได้ว่าเส้น (พังผืดกับกล้ามเนื้อ) ไหนปกติหรือผิดปกติ และสามารถทำให้เส้นนั้นกลับเป็นปกติ นั้น มีความสำคัญมากกว่าการมีความรู้ว่ามีอาการอะไรแล้วจะต้องนวดตรงไหน”

“เพราะเพียงรู้หลักทฤษฎี โดยไม่มีความสามารถในการตรวจให้รู้ชัดว่าเส้นไหนตึงแค่ไหนและจะคลายได้อย่างไร ก็เหมือนกับทราบหลักทฤษฎีวิธีการทุกอย่างเกี่ยวกับการว่ายน้ำ แต่ยังว่ายน้ำไม่เป็น นั่นเอง”

ผมได้ย้ำกับเจ้าหน้าที่ทั้งสองท่านว่า “ถ้าบังเอิญเป็นคุณหมอท่านอื่น ความเห็นและการดูแลรักษาก็คงจะต่างไปจากนี้มาก”

คุณโฮสเตสถามว่า “คุณหมอเชี่ยวชาญโรคเกี่ยวกับเส้นหรือคะ”

ผมจึงได้มีโอกาสใช้คำตอบยอดฮิตของผมคือ “เปล่าครับ ผมเป็นหมอคนครับ” แล้วแถมด้วยคำอธิบายแก้งงว่า “ผมไม่ใช่หมอเฉพาะโรค หรือเฉพาะอวัยวะครับ แต่เป็นหมอที่รักษาคนทั้งคนครับ จะเป็นโรคอะไรที่อวัยวะไหนผมก็ช่วยรักษาให้กลับเป็นปกติได้แทบทุกเรื่องแหละครับ”

 ดูเหมือนเธอจะยังงงๆ เพราะสังคมส่วนใหญ่ยังใช้และเลื่อมไสระบบผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง จนขาดการวิเคราะห์และสังเคราะห์เรื่องต่างๆ อย่างเชื่อมโยงให้ครบถ้วนเป็นองค์รวม และกลายเป็นปัญหาที่น่ากลัวมากขึ้นทุกที

ผู้โดยสารคนดังกล่าวได้รับการนวดคลายต่ออีกครู่เดียวก็ลุกขึ้นได้เองอย่างปกติ และลงจากเครื่องมาขึ้นรถตู้ที่มารับนักบินพร้อมผู้โดยสารที่เหลือทั้งสอง  

(เชิญติดตามเรื่อง ไซนัสอักเสบ ได้ในเร็วๆนี้ครับ)


  หน้าแรก = HOME   |   สมุดเยี่ยมชม=Guest Book   |   เกี่ยวกับเรา = About Us   |    ติดต่อเรา = Contact Us   


เว็บเพื่อนบ้าน

You are visitors number

 
All rights reserved © Copy right 2014 - 2016

Powered by ReadyPremium.com